สาธารณสุขเมียนมาล่มสลาย รัฐบาลทหารถูกกล่าวหาบริหารโควิดล้มเหลว

ระบบสาธารณสุขเมียนมารับไม่ไหว โควิดเป็นเหตุให้มีประชาชนเจ็บป่วยล้มตายอื้อ รัฐบาลทหารถูกกล่าวหาบริหารล้มเหลวเป็นเหตุให้โควิดระบาดหนัก
ยูเอ็น เตือนเมียนมาอาจเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโรคโควิดในภูมิภาค ท่ามกลางวิกฤติที่เปรียบเสมือน “เพอร์เฟกต์ สตอร์ม” มรสุมที่ถาโถมเมียนมาไม่หยุด ทั้งการระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลตา การล่มสลายของระบบสาธารณสุข และความไม่ไว้วางใจรัฐบาลทหาร ปัจจัยเหล่านี้ได้ซ้ำเติมให้สถานการณ์ในประเทศเข้าขั้นสาหัส

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขด่านหน้าที่ทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยโควิดกลับถูกทหารจับกุม จนบางส่วนแทบไม่กล้าออกไปให้ความช่วยเหลือคนไข้ ขณะท่ีเกิดความกังวลว่าความช่วยเหลือจากนานาชาติจะส่งเข้าไปไม่ถึงประชาชนชาวเมียนมาที่กำลังเดือดร้อน

เมื่อการรับมือกับวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้นไม่ใช่แค่ปัญหาด้านสาธารณสุข แต่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการเมืองและรัฐบาลในประเทศ ท่ามกลางปัญหาการเมืองที่รุมเร้า เมียนมากำลังเผชิญกับวิกฤติการล่มสลายของระบบสาธารณสุขที่ไม่ใช่แค่กระทบต่อผู้คนภายในประเทศเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างซึ่งทางหน่วยงาน แพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders) ระบุว่าเป็นการแพร่ระบาดในชุมชนที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งสถานการณ์ที่วิกฤติได้ถูกซ้ำเติมด้วยการบริหารจัดการที่ล้มเหลวของรัฐบาลทหาร

อัตราการป่วยโควิดและการฉีดวัคซีนที่ล่าช้าทำให้เกิดความกังวลว่าเมียนมาอาจกลายเป็น โควิดซุปเปอร์สเปรดเดอร์ และนำไปสู่โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ในอนาคต ขณะที่บาร์บารา วูดวาร์ด เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำยูเอ็น เตือนว่าครึ่งหนึ่งของประชากรเมียนมาอาจติดโรคโควิด-19 ในอีกสองสัปดาห์หลังจากนี้

ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด่านหน้าที่มีส่วนเกียวข้องในการทำอารยะขัดขืนต้านรัฐบาลทหารได้ถูกจับกุมตัว และมีรายงานการคุกคามด้านสาธารณสุขกว่า 200 ครั้ง ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนที่ไม่มีทางเลือก ต้องต่อแถวยาวรอซื้อออกซิเจนจากโรงงานหลังจากที่รัฐบาลได้แบนการขายออกซิเจนโดยตรงแก่สาธารณะด้วยความหวังว่าพวกเขาจะสามารถรอดพ้นจากช่วงเวลาที่แสนยากลำบากนี้ไปได้

ยูเอ็นชี้ เมียนมาเผชิญ “เพอร์เฟกต์ สตอร์ม” มรสุมรุมเร้า

ด้าน ทอม แอนดริวส์ ผู้แทนพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ชี้ว่า เมียนมากำลังเผชิญกับ “เพอร์เฟกต์ สตอร์ม” หรือมรสุมที่รุมเร้า ประกอบไปด้วยวิกฤติสามประการ ได้แก่ การแพร่ระบาดอย่างหนักของโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ระบบสาธารณสุขที่ล่มสลาย และความไม่ไว้วางใจในรัฐบาลทหาร ซึ่งสามปัจจัยนี้เป็นมรสุมที่รุมเร้าอย่างสมบูร์ณแบบ ที่จะนำไปสู่การล้มตายของชาวเมียนมาหากนานาชาติไม่ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

วิกฤติในเมียนมาได้ถูกซ้ำเติมด้วยความไม่ไว้วางใจในรัฐบาลทหาร ซึ่งนายแอนดริวส์ ให้ความเห็นว่านานาชาติต้องเร่งจัดตั้งหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือการเมือง เพื่อประสานงานที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่น โครงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดในประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ประชาชนเชื่อถือ

นอกจากนี้ ยังเกิดความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนในด้านต่างๆ ซึ่งรัฐบาลทหารของเมียนมานั้นขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็นในการรับมือกับโรคระบาด และถูกมองว่าไม่มีความสามารถและความชอบธรรมในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงมากขึ้น

เมียนมารายงานตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 ราว 6,000 ราย และเสียชีวิต 300 ศพ ต่อวัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวได้ถูกกังขาว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง ขณะที่โครงการฉีดวัคซีนภายในประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า โดยมีจำนวนประชากรฉีดวัคซีนครบสองโดสเพียง 2.8 ล้านราย ของจำนวนประชากรทั้งหมด 54 ล้านคน

รัฐบาลยึดออกซิเจน จับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเอี่ยวประท้วง

ขณะที่เมียนมาต้องเผชิญกับการขาดแคลนออกซิเจนอย่างหนัก กลับมีรายงานว่าสมาชิกของกองทัพได้ยึดถังออกซิเจนจำนวน 100 ถัง ที่นำเข้าจากประเทศไทย ผ่านองค์กรการกุศลในย่างกุ้ง เพื่อนำไปรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยอ้างว่าจะนำไปกระจายให้ผู้ป่วยที่ต้องการออกซิเจนฉุกเฉิน ซึ่งสวนทางกับข้อมูลจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้ายึดถังออกซิเจนในลักษณะคุกคาม โดยใช้ผู้ป่วยโควิด-19 ในรัฐกะเหรี่ยง เป็นข้ออ้าง

ในขณะที่ประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด่านหน้า แต่ในเมียนมาแพทย์พยาบาลได้ถูกล่อให้เข้ามารักษาคนไข้ก่อนที่จะถูกจับกุม ซึ่งกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์นั้นถือเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เคลื่อนไหวต่อต้านการก่อรัฐประหารของกองทัพเมียนมาเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 64 ทำให้เป็นกลุ่มที่ถูกรัฐบาลทหารเพ่งเล็ง โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลก ชี้ว่า เกิดการคุกคามที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขเมียนมา จำนวน 260 ครั้ง ในปีนี้ อีกทั้งยังมีรายงานว่าแพทย์ในเมียนมาได้ถูกจับกุมขณะที่เดินทางไปรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เหล่าแพทย์พยาบาลเองก็กังวลว่าจะถูกจับกุมหากเข้ารักษาคนไข้ ซึ่งอาจส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในเมียนมาเพิ่มสูงขึ้นถึงสามเท่า

ก่อนหน้านี้นานาชาติได้ทยอยคว่ำบาตรเมียนมาและระงับการส่งความช่วยเหลือในบางส่วน ซึ่งความช่วยเหลือที่ถูกระงับนั้นได้เกิดขึ้นขณะที่ชาวเมียนมาต้องการความช่วยเหลือจากนานาชาติ ด้านออสเตรเลียได้ระงับกิจกรรมทางทหารร่วมกับเมียนมา และได้ประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังเมียนมาคิดเป็นมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 121 ล้านบาทผ่าน ศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ หรือ เอเอชเอ (AHA) แต่มีเสียงต่อต้านการส่งความช่วยเหลือในครั้งนี้ โดยมองว่า กระทรวงสวัสดิการสังคม ของเมียนมานั้นมีที่นั่งในบอร์ดบริหารของศูนย์ดังกล่าว ทำให้เกิดความกังวลว่าความช่วยเหลือที่ส่งไปจะกลายเป็นผลประโยชน์ของรัฐบาลทหาร และไปไม่ถึงประชาชนชาวเมียนมาที่ต้องการความช่วยเหลือ

แต่หากตัดการช่วยเหลือผ่านอาเซียนไปก็แทบจะไม่มีหนทางที่จะสามารถส่งความช่วยเหลือไปให้ถึงประชาชนชาวเมียนมาได้เลย ซึ่งออสเตรเลียก็ยืนยันที่จะส่งความช่วยเหลือผ่าน เอเอชเอ เนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่น ท่ามกลางวิกฤติการเมือง สาธารณสุขที่ล่มสลาย และความไม่ไว้วางใจรัฐบาลทหารของเมียนมา ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ชาวเมียนมาต้องการความช่วยเหลือจากนานาชาติมากที่สุด และประชาชนในประเทศแทบจะมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกต่อไป.

Posted in new